วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พระองค์นี้เป็นพระพิมพ์ใหญ่อกวีเกศทะลุซุ้ม แม่พิมพ์หลวงวิจารณ์เช่นกัน อยู่ในกลุ่มเนื้อหนึกนุ่ม เห็นแถบสังฆาฏิพาดทับพระอุระค่อนข้างชัด มีคราบแป้งโรยพิมพ์กระจายอยู่ทั่วไป (เข้าใจว่าเป็นคราบแคลเซี่ยมมากกว่า) พระองค์นี้จัดว่าเป็นพระที่มีสภาพสมบูรณ์องค์หนึ่ง





วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่อกวี

พระสมเด็จวัดระฆังองค์นี้เป็นพระพิมพ์ใหญ่อกวี แกะแม่พิมพ์โดยหลวงวิจารณ์อีกพิมพ์หนึ่ง ซึ่งดูครั้งแรกคล้ายพิมพ์อกกระบอกแต่เมื่อดูด้านข้างจึงรู้ว่าเป็นอกวี เส้นซุ้มใหญ่เกศทะลุซุ้ม พระองค์นี้สภาพสมบูรณ์เนื้อหนึกแก่ข้าวสุก มีมวลสารต่างๆกระจายอยู่ทั่วไป ซอกแขนด้านในมีการม้วนตัว พื้นผนังองค์พระมีการยุบตัวตามกาลเวลา



พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่เนื้อผงในลาน

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้มเนื้อผงในลานองค์นี้ เป็นพระยุคปลาย ฝีมือแกะพิมพ์โดย
หลวงวิจารณ์เจียรนัย เนื้อพระเป็นเนื้อผงใบลานดิบคือ นำคัมภีร์ใบลานเก่าที่ชำรุดมาเผาไฟพอเกรียมแล้วเอาน้ำดับไม่ให้ไหม้หมด ส่วนใบลานที่ไหม้หมดจนเป็นขี้เถ้าจะเรียกใบลานสุก แล้วเอาเถ้าใบลานนั้นมาตำให้ละเอียดผสมกับมวลสารอื่นๆ ที่พบเห็นมีทั้งคราบไข และไม่มีคราบไขบนเนื้อพระ หลวงปู่คำว่าพระผงใบลานไม่ต้องปลุกเสกก็ได้เพราะเป็นคัมภีร์ หรือคัมภีร์พระเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ในตัวอยู่แล้ว พระเนื้อนี้มีจำนวนไม่มาก




วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พระนาคปรกเนื้องาแกะหลวงพ่อเดิม

วัตถุมงคลประเภทงาแกะ เป็นวัตถุมงคลที่สร้างชื่อเสียงให้กับหลวงพ่อเดิมอย่างมาก และเป็นที่รู้จักพร้อมความต้องการของบุคคลทั่วไป ซึ่งท่านได้สร้างไว้หลายรูปแบบ มีทั้งสิงห์ หรือ สิงหราช รูปนางกวัก พระปิดตา และพระประจำวันทั้งเจ็ดเป็นต้น
ส่วนพระที่ลงไว้นี้เป็นพระนาคปรก ซึ่งเป็นพระประจำวันเสาร์ ขนาด 2x4 ซ.ม.โดยประมาณ ด้านหลังเห็นรอยจารเลือนรางเกิดจากการสัมผัสและผ่านการใช้มายาวนาน ตามซอกและร่องมีรอยลานและการเกิดแคลเซี่ยมตามผิว ซึ่งบอกถึงอายุพระว่าไม่ใช่งาใหม่ซึ่งคนโบราณจะใช้งากำจัดและงากำจายมาสร้าง ไม่ได้ฆ่าช้างเอางาเช่นปัจจุบัน งากำจัดคืองาที่หักคาต้นไม้ในขณะที่ช้างยังมีชีวิตอยู่ ถือเป็นของหายากคนโบราณเชื่อว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ในตัว ถ้านำติดตัวไปที่ใดจะเป็นมหาเสน่ห์และมหาอำนาจ ส่วนงากำจายคืองาที่แตกหักขณะที่ต่อสู้กันเอง เศษหรือชิ้นส่วนงานี้เชื่อกันว่าป้องกันเสนียด จัญไร คุณไสย์ กันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ แม้ไม่ผ่านการปลุกเสก คนโบราณจึงนำงาทั้งสองชนิดนี้มาสร้างวัตถุมงคลและเครื่องรางต่างๆ


วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ปรกโพธิ์

พระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์องค์นี้เป็นฝีมือการแกะพิมพ์ของ"หลวงวิจารณ์ เจียรนัย" ช่างทองหลวงในยุคนั้น และเป็นผู้แกะพิมพ์ที่เราในยุคนี้เรียกกันว่าพิมพ์นิยม พระพิมพ์ปรกโพธิ์นี้เท่าที่ค้นข้อมูลได้ท่านสมเด็จโตจะทำในวาระพิเศษ เช่นทำแจกฉลองพัดยศ และเนื้อที่ทำพระปรกโพธิ์ท่านก็จะแยกเก็บไว้ต่างหากสำหรับทำพระปรกโพธิ์เท่านั้น แต่มีพระอยู่สองพิมพ์ที่ท่านนำผงพระปรกโพธิ์ไปผสมด้วย คือ"พิมพ์ไกเซอร์" ทำถวาย ร.๕ (ที่เราพบกันทั่วไปนั้นไม่ใช่ เป็นพระล้อพิมพ์ไกเซอร์ ซึ่งคนโบราณเรียก"เศียรบาตรอกครุฑ") อีกพิมพ์ที่ท่านนำผงพระปรกโพธิ์ไปผสมคือ"พระสมเด็จแดงกวนอู" ท่านทำแจกเฉพาะทหารที่ไปรบกับเงี้ยวเท่านั้น ส่วนเรื่องใบโพธิ์นั้นเท่าที่พบข้อมูลท่านทำครั้งแรกแจกในงานฉลองพัดยศ ปีพ.ศ.๒๓๘๓ ครองสมณศักดิ์เป็นพระครูปริยัติธรรม อายุ๕๒ปี เป็นโพธิ์๕-๖ คือมีใบโพธิ์๕ใบ๑ข้าง ๖ใบ๑ข้าง ครั้งถัดมาท่านจะเพิ่มใบโพธิ์มากขึ้นครั้งละ ๑ ใบ ส่วนช่างแกะพิมพ์พระปรกโพธิ์นั้นมีหลายคน ช่วงแรกเป็นช่างต่อเรืออู่บางขุนพรหมนอก ถัดมาก็มีหลวงสิทธิ์และนายเจิม วงศ์ช่างหล่อ ช่วงสุดท้ายมีหลวงวิจารณ์มาช่วยแกะพิมพ์เพิ่ม หลังจากที่ท่านได้เป็นสมเด็จแล้ว




วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พระสมเด็จบางขุนพรหมพิมพ์ฐานคู่

ในบันทึกหลวงปู่คำเล่าว่า"มีเจ้าคณะภาคเหนือได้ถามท่านโตว่าเวลาที่ท่านโตทำการปลุกเสกพระของท่านนั้น พระคุณท่านโตได้นิมนต์พระกี่รูปที่ทำการปลุกเสกพระพิมพ์ของพระคุณท่าน ท่านโตได้ตอบว่าฉันไม่เคยนิมนต์พระรูปไหนเลย มีหลวงพี่คำกับขรัวตาพลอยเท่านั้นที่คอยช่วยให้ครบ ๓ รูปเท่านั้นที่ฉันนิมนต์ ทุกปีฉันนิมนต์ท่านมาฉันเพลบ้างฉันเช้าบ้างนั่นเป็นการทำบุญส่วนตัว มีครั้งหนึ่งที่ทำพระบรรจุกรุวัดวะรามะตาราม (วัดบางขุนพรหมใน) ได้นิมนต์พระถึง ๙ รูปมาช่วยเบิกเนตรแล้วสวดชยันโต สวดบรรจุกรุอีก นี่คือการนิมนต์พระมากที่สุดในชีวิตฉัน จึงต้องหาพระที่เป็นพระจริงๆที่บริสุทธิ์สมกับพระภิกษุ" ในบันทึกได้บันทึกพระทั้ง ๙ รูปดังนี้ ๑ ท่านสมเด็จพระพุฒจารย์โต ๒ พระครูใบฏีกา (หลวงตาพลอย) วัดระฆัง ๓ ปลัดโฮ้ วัดระฆัง ๔ พระราชธรรมวาจา (ท่านจันทร์) วัดทรงประมูล ๕ พระราช (ปู่คำ) วัดอัมรินทร์ ๖ พระครูพิพัฒน์ (ท่านเป้ง) วัดลครทำ
๗ พระเทพกวีศรีสุนทร (ท่านเซ่ง) วัดแจ้งหรือวัดอรุณ ๘ พระธรรมเมธี (รอด) วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส)
๙ พระธรรมากร (คง) วัดสะแก สรุปได้ว่าท่านสมเด็จโตทำพระของท่าน ท่านจะปลุกเสกรูปเดียวมีเพียงครั้งเดียวที่ท่านนิมนต์พระมาช่วยถึง ๙ รูปคือพระกรุบางขุนพรหม ส่วนพระที่ลงไว้วันนี้เป็นพระสมเด็จพิมพ์ฐานคู่กรุเก่า



วันอังคารที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561

พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมเท่าที่พบเห็นมีทั้งรักไทยที่มีสีดำเรียกว่า รักสมุก และรักจีนที่มีสีออกแดงหรือเรียกว่า รักชาด โดยการนำยางรักมาเคียวกับชาดจอแส รักจีนเป็นรักที่สั่งตรงมาจากประเทศจีน ซึ่งมีคุณภาพดีและเป็นที่นิยมใช้ในยุคนั้น เวลาใช้เขาจะนำรักจีนที่มีสีแดง มาผสมกับรักสมุกตามส่วนที่ต้องการ ก็จะได้รักสีดำอมแดง คล้ายสีลูกหว้าสุกหรือสีตากุ้งสีแดงเข้ม ส่วนความเข้มอ่อนก็แล้วแต่ สูตรของแต่ละคน รักจีนได้ยกเลิกการนำเข้าต้นสมัยรัชกาลที่๔ ราวปีพ.ศ.๒๓๙๗-๒๓๙๘ เหตุที่เขียนถึงเรื่องรัก เพราะเราสามารถพิจารณาพระที่ สร้างในยุคนั้นได้โดยการดูและพิจารณาจากรักได้อีกทางหนึ่ง




พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ทรงเจดีย์

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ทรงเจดีย์องค์นี้ หลวงสิทธื์เป็นผู้แกะพิมพ์ถวาย เนื้อหนึกเหนียว และเคยลงรักน้ำเกลี้ยงมาก่อน




วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

การสร้างพระกรุวัดบางขุนพรหม



วันนี้ขอเล่าเรื่องการสร้างพระกรุวัดบางขุนพรหม โดยคัดลอกบางส่วนมาจากหนังสือ "สมเด็จโต" เป็นบันทึกของหลวงปู่คำ ผู้อยู่ในเหตุการณ์ โดยท่านได้บันทึกไว้ดังนี้ ...นายด้วง เสมียนตราหน้าพระราชวัง เป็นผู้บูรณะวัดวะรามะตาราม ได้ไปขอร้องท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ให้ช่วยทำพระบรรจุกรุเจดีย์ให้ ในราว จ.ศ. ๑๒๓๒ หรือ พ.ศ. ๒๔๑๓ แล้วท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็ได้ช่วยทำพระลงกรุบรรจุเจดีย์ตั้งแต่นั้นมาจนเสร็จ
วัดวะรามะตาราม เป็นวัดที่ชาวรามัญได้สร้างไว้ นายเดชเป็นผู้บูรณะวัดแต่ยังไม่เสร็จได้เสียชีวิตก่อน ต่อมานายด้วงเป็นเสมียนตราในพระราชวังภายใน ได้บูรณะต่อจนเสร็จเรียบร้อย มาปรึกษาท่านโตว่าได้สร้างวัดและเจดีย์เสร็จแล้ว ยังไม่มีอะไรบรรจุไว้ในเจดีย์ จีงอยากให้มีอะไรบรรจุไว้ในเจดีย์ ท่านโตจึงได้เรียกขรัวตาพลอยมาถามว่า พระที่ทำแจกมีเหลือบ้างหรือเปล่า ให้เอาไปบรรจุในเจดีย์ให้หมด ขรัวตาพลอยบอกว่ามีแต่ไม่มาก ท่านโตบอกให้นายด้วงหาเปลือกหอยกาบมากๆ เอามาเผาแล้วตำให้ละเอียดเป็นผงปูนเปลือกหอย แล้วเอาแม่พิมพ์ที่เหลืออยู่จากวัดระฆัง วัดบางขุนพรหมนอกและวัดอื่นๆมาเพื่อกดพิมพ์ ต่อมาอีกหนึ่งเดือน นายด้วงก็ได้นิมนต์และกราบเรียนว่า ทุกอย่างได้จัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เลยให้เด็กไปนิมนต์หลวงปู่คำให้ไปฉันเพลที่วัดวะรามะตาราม (วัดบางขุนพรหมใน) ในวันรุ่งขึ้น
พอวันรุ่งขึ้นท่านโตได้ให้ขรัวตาพลอยและปลัดโฮ้เอาผงวิเศษไปด้วย โดยใส่ถุงข้าวไป ๕ ถุง ผงเกษร ผงใบลาน ผงดำ อย่างละ ๑ ถุง พอได้เวลาพระฉันเพลแล้ว พระก็ได้ทำพิธีปลุกเสก ท่านโตได้เอาผงวิเศษ ผงเกสร ผงปูนเปลือกหอย ผงใบลาน ผงดำมาผสมกันในบาตร แล้วผสมด้วยน้ำมันตังอิ๊ว ต่อมาอีก ๒ วันนำเอาผงที่ผสมไว้แล้วมาให้ชาวบ้านช่วยกดพิมพ์พระ มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เวลาพิมพ์พระถ้าเป็นผู้หญิงทำ พระจะสวยงามตัดขอบพระด้วยมีดเจียนหมากแล้วยกแม่พิมพ์ออก ขอบเนื้อพระจะเป็นสันเหลี่ยม ผู้กดพิมพ์ส่วนใหญ่จะใช้นิ้วมือลูบที่คมสันให้มนแทบทุกองค์ ถ้าเป็นผู้ชายกดพิมพ์พระ เวลาตัดขอบพระบางคนใช้ก้านธูปกรีดขอบพระแล้วยกแม่พิมพ์ออก แต่ไม่ได้แต่ขอบพระจึงคม บางคนก็ใช้เล็บยาวแทนมีด การผสมผงพระถ้าผู้ใดทำละเอียดผสมผงเข้ากันจนทั่ว เนื้อพระก็จะละเอียดสวยงามเรียบร้อย บางคนผสมหยาบผงไม่เข้ากัน เนื้อพระก็จะหยาบไม่สวยงามแลเห็นเป็นจุดเป็นก้อนทั่วองค์พระตะปุ่มตะป่ำ ขอบพระจะไม่เรียบร้อย หรือเว้าแหว่งไปบ้าง เพราะตัดขอบพระด้วยก้านธูปและเล็บมือ ถ้าผู้หญิงทำพระจะออกมาสวยงามและเรียบร้อย ถ้าผู้ชายทำพระจะไม่ค่อยสวยและหยาบ พระบรรจุกรุนี้มีทั้งเนื้อหยาบและเนื้อละเอียด พอกดพิมพ์พระเสร็จแล้ว ก็แจกพระให้กับผู้มาช่วยทำพระทุกคน ที่หลือก็เอามาบรรจุเจดีย์ก่อเป็น ๔ ช่อง ก่อและปิดเสร็จเรียบร้อยเป็นอันเสร็จพิธี แล้วมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดบางขุนพรหมใน (ต่อมาอีก ๓๐ ปีได้บูรณะโบสถ์แล้วมาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดใหม่อมตรสจนปัจจุบัน) จากบันทึกพอสรุปได้ว่า พระกรุวัดบางขุนพรหมมีหลากหลายพิมพ์ และน่าจะมีพิมพ์อื่นที่นอกเหนือจากพิมพ์หลักที่เล่นหากันอยู่ พระที่ไม่บรรจุกรุก็มี เพราะหลังจากทำเสร็จก็ได้แจกแก่ผู้มาช่วยงานทุกคน คงมีจำนวนพอสมควร พระกรุนี้มีทั้งเนื้อหยาบและละเอียด การตัดขอบข้างก็มีหลายลักษณะไม่ตายตัวตามบันทึก และมีพระของวัดระฆังมาปนอยู่ด้วย ที่เราเรียกกันว่าพระสองคลอง เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นว่าพระบางขุนพรหมจะต้องมีคราบกรุเสมอไป แต่พระที่ไม่มีคราบกรุจะเป็นพระที่มีจำนวนน้อยเท่านั้น