วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ยุคปลายฝีมือช่างหลวง เนื้อพระเป็นเนื้อปูนสุกผสมข้าวสุก มีคราบสีเขียวปนอยู่ในเนื้อพระมาก จนดูองค์พระเป็นสีเขียว เคยเข้าใจว่าสีเขียวนี้เป็นหินเขียวที่ถูกบดละเอียด แต่เมื่อขยายดูด้วยกล้องกำลังสูง สีเขียวนี้ละลา่ยน้ำได้จึงไม่น่าจะใช่หิน บางท่านบอกสีเขียวนี้เป็นดินโป่ง แต่ก็เป็นการบอกต่อๆกันมาไม่มีหลักฐานชัดเจน หลักฐานที่มีในพระสมเด็จคือดินโป่งเหลืองซึ่งหลวงปู่คำ และหลายตำราบันทึกไว้ แต่ดินโป่งเขียวยังไม่เคยเจอข้อมูล (ซึ่งอาจจะมีก็ได้) สีเขียวนี้จะเป็นอะไรก็ตาม เชื่อได้ว่าต้องเป็นของมงคลที่ท่านนำมาใส่ไว้ในพระของท่านแน่นอน.
วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565
พระขุนแผนพิมพ์แตงกวาผ่า กรุวัดพระรูป จ.สุพรรณบุรี มีอายุมากกว่าพระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง เป็นพระยอดนิยมของหนุ่มสมัยก่อน เพราะเชื่อเรื่องเด่นทางเมตตามหาเสน่ห์ และคงกระพันชาตรีเป็นเยี่ยม พระขุนแผนกรุนี้มีสองพิมพ์ คือทรงชะลูดเรียกพิมพ์ "แตงกวาผ่า" ถ้าทรงป้อมเรียกพิมพ์"ไข่ผ่า" แต่ลายละเอียดขององค์พระเหมือนกัน สำหรับวัดพระรูปนั้นเป็นวัดเก่าแก่มานานมาก เคยผ่านการเป็นวัดร้างมาก็หลายครั้ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๘ สุนทรภู่ได้เดินทางมาสุพรรณ และได้กล่าวไว้ในโครงนิราศสุพรรณว่า ฝั่งซ้ายฝ่ายฟากโน้น พิสดาร มีวัดพระรูปบุราณ ท่านสร้าง ที่ถัดวัดประตูสาร สงฆ์สู่ อยู่เอย หย่อมย่านบ้านขุนช้าง ชิดข้างสวน บัลลังก์ พระขุนแผน กรุวัดพระรูป ถือเป็นพระดีของเมืองสุพรรณกรุหนึ่ง.
วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565
พระร่วงหลังลายผ้า พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.ลพบุรี เนื้อชินตะกั่วสนิมแดง เป็นพระที่มีพุทธศิลปงดงามคู่กับพระร่วงหลังรางปืน จ.สุโขทัย ซึ่งพระร่วงหลังลายผ้าของ จ.ลพบุรีมีอายุมากกว่า การดูพิจรณาพระเนื้อชิ้นตะกั่วสนิมแดง โดยส่วนตัวจะดูธรรมชาติของความเก่าก่อน ว่าเกิดขิ้นเป็นธรรมชาติ ดูรักว่ายังมีหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่ เพราะพระกรุโบราณแทบทั้งหมดมักจะลงรักไว้เพื่อเป็นการรักษาเนื้อพระ ดูชั้นของสนิมแดงจะต้องไม่ใช่สีโทนเดียวทั้งหมด สนิมแดงแต่ละจุดควรมีการไล่น้ำหนักสีอย่างเป็นธรรมชาติ (เพราะสนิมไม่ได้เกิดพร้อมกันทีเดียว) ดูการแตกลายใยแมงมุม และการแตกลายมุ้งหรือลายตะข่ายที่กลมกลืนกัน ถ้าทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติก็จะมั่นใจว่าใช่ (ซึ่งอาจจะไม่ใช่ก็ได้ในสายตาท่านอื่น) จะไม่นำพระของเราไปแห่ เพราะทุกคนต่างเกิดไม่ทันทั้งสิ้น ถ้าเรามั่นใจเราก็เก็บ ในฐานะที่ตัวเองจบศิลป ทำงานเกี่ยวกับศิลปมาตลอดชีวิต ใครปลอมพระได้ขนาดนี้ซึ่งตัวเองไม่มีปัญญา ก็ยินดีที่จะจ่ายให้เป็นค่าฝีมือด้วยความเต็มใจครับ.
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ทรงเจดีย์ (โบราณยุคท่านสมเด็จโตเรียก "พิมพ์พระประธาน") นายจอน วงศ์ช่างหล่อ เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย สร้างไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๕ ขณะนั้นท่านครองสมณศักดิ์เป็น พระเทพกวีศรีวิสุทธินายก เนื้อพระเป็นเนื้อผงผสมข้าวสุก ผงเกสร ๑๐๘ (ไม่ใช่น้ำเกสร) ผงใบลาน ผงดำ ใช้น้ำอ้อยเคี่ยวเป็นตัวประสาน เนื้อพระดูหนึกนุ่มซึ้งตา
วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565
วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565
พระปิดตาหลวงปู่ยิ้ม พิมพ์พระสังกัจจายน์หรือ พิมพ์อุ้มท้อง วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี เป็น ๑ ใน ๕ ชุดเบญจภาคีพระปิดตาเนื้อผง หลวงปู่ยิ้มท่านบวชพระปี พ.ศ. ๒๔๐๘ (ซึ่งทันท่านสมเด็จพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต) ท่านเป็น ๑ ใน ๔ ที่ท่านกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เคารพนับถือและฝากตัวเป็นศิษย์ส่วนหลวงพ่ออีก ๓ รูปคือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า, หลวงปู่เงิน วัดบางคลาน และหลวงปู่เอี่ยม (เจ้าคุณเฒ่า) วัดหนัง สำหรับพระปิดตาที่ลงในวันนี้เป็นพระใช้เนื้อจัด ปิดทองร่องชาดซึ่งไม่ค่อยเจอในพระหลวงปู่ยิ้ม.
วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565
พระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหม พิมพ์เกศบัวตูมฐานแซม พระองค์นี้เป็นพระกรุเก่า คราบกรุมีน้อย พระพิมพ์นี้หลวงวิจารน์ เจียรนัย เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย เมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๗ เป็นปีที่ท่านได้ครองสมณศักดิ์ เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และได้สร้างพระพิมพ์นี้ขึ้นในปีนั้นที่วัดระฆัง ซึ่งเป็นพระเนื้อแก่ข้าวสุก ต่อมา ปี พ.ศ.๒๔๑๓ได้นำพิมพ์พระนี้กลับมาสร้างอีกครั้ง เพื่อบรรจุไว้ที่วัดบางขุนพรหมใน หรือวัดใหม่อมตรสปัจจุบัน เป็นพระเนื้อแก่ปูนสุก พระพิมพ์นี้เส้นสายคมชัด บางองค์จะเห็นเส้นจีวร และสังฆาฏิอย่างเช่นองค์นี้
วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565
วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ทรงเจดีย์เนื้อดินผสมผง และว่าน พระองค์นี้มีขนาดเล็กกว่าขนาดทั่วไป แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่าพระคะแนนเล็กน้อย เนื้อหลักคือดิน และใส่มวลสารหลักต่างๆลงไป เช่นเดียวกับพระเนื้อผง สำหรับดินที่ใช้ทำพระของท่านสมเด็จโตนั้น หลวงปู่คำบันทึกไว้ว่ามี ๙ อย่างคือ ดินเจ็ดโป่ง ดินเจ็ดป่า ดินเจ็ดท่า ดินเจ็ดสระ ดินเจ็ดป่าช้า ดินเจ็ดเมือง ดินเจ็ดแม่น้ำ ดินจอมปลวกเจ็ดกอง ดินในวังหรือดินกำแพงวังก็ได้ เอาดินทั้ง ๙ นี้มาแช่น้ำฝนให้ดินละลายรวมกันหมด นวดดินให้เข้ากัน เอาว่านนางคุ้ม ว่านนางล้อม ว่านมหาปราบ ว่านเพชรฆาต ว่านทรหด เอาว่านทั้ง ๕ มาตำให้ละเอียด ผสมกับดินทั้ง ๙ จนเป็นเนื้อเดียวกันแล้วนำมากดพิมพ์เป็นพิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟักเนื้อดิน เนื้อแห้งจะออกสีมะขามเปียกค้างปี แดงอมดำ ทำครั้งแรกที่วัดสะตือ ทำครั้งที่สองที่วัดพิตเพียน (วัดกุฏีทอง) พระเนื้อดินเป็นพระทางคงกระพัน แคล้วคลาด และมีเมตตาดีนักแล พระชุดนี้ท่านสร้างราวปี พ.ศ. ๒๓๖๐ อายุ ๒๙ - ๓๐ ปี เป็นพระลูกวัดธรรมดา.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)