วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ยุคกลาง

พระองค์นี้เป็นพระยุคกลาง คนรุ่นเก่าเรียกพิมพ์ชายจีวรบาง คนรุ่นใหม่เรียกพิมพ์ใหญ่อกวีพระองค์นี้ถือเป็นพระนอกพิมพ์ในปัจจุบัน เพราะไม่มีกรอบกระจกหรือเส้นเงินล้าน เป็นพระไม่มีราคาในสายพาณิชย์หรือบางท่านตีเป็นพระเก๊ไปเลย ก็แล้วแต่กลุ่มที่เล่นไม่ว่ากัน พระองค์นี้ใช้น้ำอ้อยเคี่ยวเป็นตัวประสานจึงแตกลายให้เห็น ส่วนลายที่แตกในองค์นี้เป็นลายผสมคือมีทั้งแตกลายท้องนาและลายสังคโลกในองค์เดียวกันการแตกลายแบบนี้คือมีการแตกตั้งแต่ สองลายขึ้นไปในองค์เดียวกันเรียกว่า "แตกลายผสม"




วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ยุคกลาง

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่อกวียุคกลางเนื้อผงผสมข้าวสุกเนื้อหนึก พระยุคกลางเริ่มมีการลงรักปิดทอง ช่างหลวงเริ่มเข้ามามีบทบาทในการแกะพิมพ์มากขึ้น ส่วนเนื้อก็ยังมีการแตกรานอยู่เพราะใช้น้ำอ้อยและน้ำผึ้งเป็นตัวประสานเนื้อ พระองค์นี้ลงรักด้านหน้าและถูกเช็ดออกไปบางส่วน ทำให้เห็นผิวที่ดูหนึกชัดเจนขึ้น.





วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ฐานแซมอกตันท้องร่ององค์นี้ เป็นพระเนื้อละเอียดแก่น้ำมันสภาพสวยสมบูรณ์ มีคราบปรอทอยู่ตามซอกลึก ด้านหลังมุมล่างผิวกะเทาะออกนิดหน่อย จัดเป็นพระที่สวยสมบูรณ์องค์หนึ่งถ้าผ่านการใช้ผิวจะฉ่ำกว่านี้ คำว่า "เนื้อน้ำมัน" หมายถึงพระองค์นี้มีส่วนผสมน้ำมันตั้งอิ้วมากเนื้อจึงดูฉ่ำ มีผู้ชำนาญเรื่องพระสมเด็จรุ่นก่อนเล่าว่า เมื่อหลวงวิจารได้แนะนำท่านสมเด็จโต ให้ผสมน้ำมันตั้งอิ้วในเนื้อพระเพื่อความคงทนขึ้น ท่านก็เลยให้เอาพระสมเด็จที่ตากแห้งแล้วไปจุ่มน้ำมันตั้งอิ้ว เนื้อจึงออกมาเป็นแบบนี้ อันนี้ไม่จริงคนเล่าเขาคิดไปเองเพราะน้ำมันตั้งอิ้วเขาไว้ผสมสีน้ำมัน ช่างจีนไว้ผสมปูนปั้น ซึ่งแห้งยากมาก ถ้าเอาไปจุ่มสดๆแล้วตาก จะตากกันอย่างไร ? นานเท่าไร ? ถึงจะแห้ง(เป็นเดือน เป็นปี) พระคงติดกันและต้องมีตำหนิตอนตากแน่นอน ทุกวันนี้ก็ยังมีคนเข้าใจอย่างนั้นอยู่ไม่น้อย.





พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่





วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่๓

พระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่๓ สร้างปี พ.ศ.๒๓๖๗ เนื้อสัมฤทธิ์เดช วรรณะสีนาคเนื้อกลุ่มดียวกับพระกริ่งประจำรัชกาลที่๔


วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระกริ่งต้นรัชกาลที่ ๔

พระองค์นี้ผู้เขียนไม่ทราบข้อมูลประวัติชัดเจน แต่พอสันนิษฐานได้ว่าเป็นพระต้นรัชกาลที่ ๔ เพราะดูจากเนื้อโลหะและอายุพระ เหมือนพระกริ่งฉลองรัชกาลที่ ๔ ขึ้นครองราช ที่สำคัญมีโค๊ตที่หัวเข่าตำแหน่งและลายโค๊ตเป็นวงลีเช่นกัน จึงสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นพระยุคเดียวกัน สิ่งที่ต่างกันคือสีสนิมพระองค์นี้ สีสนิมจะออกแดงเหมือนผลลิ้นจี่ ดูงามแปลกตากว่าที่เคยเจอ

ใต้ฐานจารยันต์พุทธซ้อน

พระสององค์นี้สร้างยุคเดียวกัน มีโค๊ตที่หัวเข่าเหมือนกัน ส่วนผสมโลหะใกล้เคียงกัน

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระกริ่งประจำรัชกาลที่ ๔ สร้างพ.ศ.๒๓๙๔

พระกริ่งพิมพ์นี้เคยลงไว้ให้ดูเป็นก้นทองคำ วันนี้เป็นก้นทองแดง พระองค์นี้สร้างฉลองรัชกาลที่ ๔ ขึ้นครองราชปีพ.ศ.๒๓๙๔ พระกริ่งลักษณะนี้เท่าที่เจอมี ๒ พิมพ์ส่วนแผ่นประกบใต้ฐานที่พบมี ๔ แบบคือ ทอง เงิน นาค และทองแดง สิ่งที่ที่สังเกตพบคือเนื้อสัมฤทธิ์ยุค ร.๓-ต้นร.๔ จะออกแดง ต่างจากพระกริ่งปวเรศปลาย ร.๔-ร.๕


พระชุดนี้จะตอกโค๊ตไว้ที่หัวเข่าเป็นวงกลมทรงรีมีลายอยู่ด้านใน โค๊ตนี้ในพระชัยวัฒน์ก็ตอกไว้เช่นกัน ถ้าพระองค์ใดไม่ได้ตอกไว้ที่หัวเข่าก็จะตอกไว้ที่กลีบบัวแทน

พระกริ่งปวเรศจีวรลายจุด พ.ศ.๒๔๓๔

พระกริ่งปวเรศนั้น ปัจจุบันมีความเชื่อแบ่งเป็น ๒ กลุ่มคือ ๑,กลุ่มที่เชื่อว่าสร้างจำนวนน้อยเป็นพระในตำนาน ส่วนกลุ่มที่๒,เชื่อว่าสร้างไว้ ๑๑ วาระมีจำนวนพอสมควร 
ผู้เขียนอยู่ในกลุ่มที่ ๒ ข้อมูลรายละเอียดหาอ่านได้จากบทความของ ดร.ณัฐชัย เลิศรัตนพล ท่านเป็นคนแรกๆที่นำข้อมูลมาเผยแพร่.


พระที่สร้างทั้ง ๑๑ วาระนั้นส่วนใหญ่จะทาน้ำมันปืนเคลือบไว้ที่ผิว ส่วนหมุดที่เห็นนั้นเป็นทองคำ

พระองค์นี้มีขนาดใหญ่กว่าพระกริ่งทั่วไป ตามที่เทียบให้ดู

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระรอดหลากสี

พระรอดองค์นี้นอกจากหลากสีแล้ว ยังมีความเหี่ยวย่นไว้ไห้เห็นชัดเจน




พระรอดสีสามกษัตริย์

วันนี้ขอแถมพระรอดอีกองค์ครับ เป็นพระรอดสีผ่านสามสี (หรืออาจจะมากกว่า) เนื้อน้ำมันแบบมีปีก หมายถึงมีเนื้อเกินด้านข้างซึ่งบิดงอเป็นธรรมชาติและมีความแข็ง-คม ถ้าสังเกตุให้ดีปีกด้านขวามือองค์พระจะมีรอยบิ่น ซึ่งเนื้อในและผิวนอกจะเป็นคนละสีกัน ตัวผู้เขียนเองเป็นช่างศิลป ยังนึกไม่ออกว่าถ้าจะทำขึ้นมาใหม่ เผาดินอย่างไร? เพื่อให้ได้เนื้อสองชั้นแบบนี้ แค่เผาหรือผสมดินให้มีความฉ่ำหลังเผาเสร็จก็ยากแล้ว ทำให้ได้เนื้อสองชั้นและมีหลากสีในองค์เดียวกันอีก นึกไม่ออกจริงๆว่าจะทำอย่างไร เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากความบังเอิญของธรรมชาติที่ลงตัว ซึ่งผู้สร้างพระองค์นี้ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้ได้เนื้อลักษณะนี้ ท่านก็ทำตามสูตรและกรรมวิธีของท่านซึ่งก็ได้พระแต่ละองค์ที่แตกต่างกันไป อย่างนี้น่าจะเรียก "ธรรมชาติสร้างสรรค์"

วงสีเขียว วงไว้ให้ดูรอยบิ่นว่าเนื้อในและผิวนอกคนละสีกัน