วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565

พระนางพญาพิมพ์เข่าตรงเนื้อดำ กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก









 

พระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับปรกโพธิ์ เนื้อผงยาจินดามณีปิดทองล่องชาด ของหลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว พระพิมพ์นี้ส่วนใหญ่เป็นเนื้อผงผสมว่าน เนื้อผงยาจินดามณีพบน้อย ยิ่งปิดทองล่องชาดด้วยแทบจะไม่พบเห็นบ่อยนัก พระพิมพ์นี้เป็นพิมพ์ที่ีนิยมเล่นหาในกลุ่มนักสะสม จึงมีราคาสูงกว่าพิมพ์อื่นมาก มีเรื่องเล่าจากหนังสือ "หลวงปู่บุญ" ทางวัดกลางบางแก้วเป็นผู้จัดทำเล่าเรื่องของ พลเรือโท พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา (เป็นพระโอรสพระองค์แรกในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) เมื่อคณะราษฎร์ได้ยึดอำนาจเรียบร้อยแล้วจึงได้สั่งการให้ข้าหลวงประจำจังหวัดนครปฐมเข้ารายงานตัว (คือตัวท่าน) ท่านทรงวิตกกังวลพระทัย จึงรีบไปหาหลวงปู่บุญกลางดึก หลวงปู่บุญทราบเรื่อง ก็ทำน้ำพระพุทธมนต์ถวาย พร้อมกับถวายพระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ ให้นำติดตัวและบอกว่า "ไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ เรื่องที่ร้ายจะกลายเป็นดี" สุดท้ายพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ปลอดภัยและรัฐบาลใหม่ก็ได้สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในรัชกาลที่ ๘ หลังจากนั้นท่านได้เสด็จมาเยี่ยมดูแลทุกข์สุขของหลวงปู่บุญเป็นเนืองนิตย์ตราบจนหลวงปู่มรณภาพ โดยส่วนตัวจึงคิดว่า พระเครื่องของหลวงปู่บุญบางส่วนที่มีการลงรักปิดทองล่องชาด ซึ่งมีความประณีตงดงามคงจะด้วยเหตุนี้ และพระหรือวัตถุมงคลบางชิ้นที่มีตราจักรก็มี ซึ่งตราจักรจะใช้ได้เฉพาะเชื้อพระวงศ์เท่านั้น.





 

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565

พระชัยวัฒน์พิมพ์ชะลูด สร้างโดยหลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เป็นพระเนื้อโลหะหล่อช่อ สร้างไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๔ ขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเจ้าคณะหมวด อายุ ๕๓ ปี พรรษาที่ ๓๑ พระองค์นี้เป็นองค์ที่อยู่บนยอดสุดของช่อ ซึ่งมีฐานบัวสองชั้นและจะมีตัวเลข ๑๑๘ (หมายถึง รศ.๑๑๘) ที่ฐานล่าง แต่สำหรับองค์นี้เห็นแค่เลข ๘ เลือนลางไม่ชัดเจน ใน ๑ ช่อจะมีแค่ ๑ องค์ (องค์ธรรมดาจะเป็นฐานเตี้ย) พระชุดนี้จะมีอยู่สองเนื้อ คือเนื้อออกกระแสทองเหลือง บางองค์ที่ทาหรดาลสีเหลืองทับไว้ก็มี และเนื้่อกลับดำ (มีส่วนน้อยกว่า) สำหรับองค์ที่ลงวันนี้เป็นเนื้อกลับดำและทาชาดปิดทองไว้แต่เดิม นับจากปีที่สร้าง ถึงปีนี้ (พ.ศ.๒๕๖๕) นับอายุพระได้ ๑๒๑ ปีแล้ว ซึ่งเป็นพระเก่าที่น่าเก็บสะสมอีกพิมพ์หนึ่ง.



 

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ เนื้อผงถ่านผสมผงใบลาน พระองค์นี้เป็นพระยุคปลาย มีหลายท่านยังแยกระหว่างเนื้อผงถ่าน กับเนื้อผงใบลานดิบไม่ออก เนื้อผงถ่านคือการเอาแม่พิมพ์ไม้ที่ชำรุดไปเผาเป็นถ่าน เหตุที่ท่านสมเด็จโตไม่เอาแม่พิมพ์ที่เสียหายไปทิ้ง โดยส่วนตัวคิดว่ามีอยู่ ๒ สาเหตุคือ ๑.มีรูปพระพุทธอยู่ในแม่พิมพ์ และ ๒.ก่อนจะกดพิมพ์พระ ท่านสมเด็จโตจะเบิกเนตรแม่พิมพ์ก่อนทุกครั้ง เหมือนท่านปลุกเสกแม่พิมพ์ไว้แล้ว แม่พิมพ์พระของท่านจึงศักดิ์สิทธิ์ ตามที่มีเรื่องเล่าว่าตาอ้น (คนที่หลวงปู่มอบหน้าที่นำแม่พิมพ์ไปเผา) โดนฟันไม่เข้าเพราะมีเศษแม่พิมพ์พกติดตัว พระเนื้อผงถ่านล้วน หรือใช้ผงถ่านเป็นเนื้อพื้นเมื่อทำเสร็จแล้ว ผิวจะดำมัน เนื้อละเอียดมีน้ำหนักมากกว่าพระเนื้อผงใบลาน และจะไม่มีไขบนองค์พระ ส่วนพระผงใบลานดิบ คือเอาคำภีร์ใบลานที่ชำรุดไปเผาไฟพอเกรียม แล้วดับเรียก "ผงใบลานดิบ" เมื่อเอามาสร้างพระเนื้อพระจะออกสีน้ำตาลเข้มมีไขขึ้นที่องค์พระ ส่วนใบลานที่เผ่าจนไหม้หมด แล้วนำมาตำเอามาสร้างพระเรียก "ผงใบลานสุก" เนื้อพระจะออกสีเทาๆ พระเนื้อผงใบลานจะมีน้ำหนักเบากว่าพระเนื้อผงถ่านล้วน แต่ถ้าเอาเนื้อผงถ่านเป็นเนื้อพื้น แล้วใส่ผงใบลานไปด้วย เนื้อพระจะเป็นสีดำมัน และจะมีไขบนองค์พระด้วย แบบองค์ที่ลงให้ชมในวันนี้ ใส่ผงใบลานมากก็จะมีไขมากตามสัดส่วนที่ใส่ จะไม่มีอะไรตายตัว สำหรับสีของพระก็เช่นกัน จะไม่ตายตัวเสมอไปขึ้นอยู่กับว่า เนื้อในครกนั้นใส่อะไรมากน้อย แต่หลักในการสังเกตก็จะเป็นไปตามที่ได้อธิบายไว้.








 

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565

พระรูปหล่อหลวงพ่อเงินพิมพ์ขี้ตา ๕ ชาย วัดบางคลาน จ.พิจิตร ในปัจจุบันการดูพระหล่อโบราณ โดยเฉพาะกลุ่มนักอนุรักษ์ จะหาพระที่มีตำหนิมีรู มีโพลง มีตุ่มเนื้อเกิน หรือมีแร่ มีกรวดทรายฝังอยู่ในเนื้อพระ ยิ่งมีแร่รัตนชาติฝังอยู่ด้วยยิ่งดี เพราะพระองค์นั้นมีโอกาสแท้สูง จะไม่เล่นพระรูปหล่อที่ดูสวยสมบูรณ์ ผิวตึง ซึ่งผิดธรรมชาติของการหล่อโบราณ การหล่อในปัจจุบันจะใช้เครื่องหล่อเหวี่ยง ให้น้ำโลหะเข้าถึงทุกซอกทุกมุม พระจึงออกมาสมบูรณ์สวยงาม องค์พระจึงแตกต่างจากการเทหล่อแบบโบราณ ถ้านักปลอมพระจะเทหล่อแบบโบราณบ้าง อายุของเนื้อโลหะและคราบขี้เบ้าก็จะดูสด ซึ่งธรรมชาติของความเก่านั้นทำไม่ได้ ในปัจจุบันจึงนิยมหาพระหลวงพ่อเงิน ที่ดูขี้เหล่ มากกว่าพระที่ดูสวยดั่งนางงาม เพราะศรัทธาในพุทธคุณ ไม่ได้แขวนเป็นเครื่องประดับ.