วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นหนึ่งในพระกรุเนื้อดินที่ได้รับความนิยมอย่างสูงตลอดมาจนถึงปัจจุบัน พระกรุนี้มีหลายพิมพ์เช่นพิมพ์อกใหญ่ พิมพ์ทรงพลใหญ่ พิมพ์ทรงพลเล็ก และพิมพ์พลายเดี่ยวพลายคู่เป็นต้น เชื่อกันว่าพระกรุนี้ให้คุณทางเมตตามหาเสน่ห์ และคงกระพัน เป็นความเชื่อที่สืบต่อกันมา จึงเป็นที่ต้องการของบรรดาหนุ่มๆและไม่หนุ่มทั้งหลาย พระที่ลงในวันนี้เป็นพระขุนแผนพิมพ์ทรงพลเล็ก ซึ่งมีพุทธลักษณะเหมือนพิมพ์ทรงพลใหญ่แต่มีขนาดเล็กกว่า พระกรุนี้มีจุดสังเกตนอกจากเนื้อหามวรสารแล้ว คือรอยว่านหลุด จะมีลักษณะเป็นรอยร่องทรงยาวเล็กๆอยู่บนเนื้อพระ มากน้อยควรจะมี และอีกจุดหนึ่งคือรัก พระกรุเก่าเราจะพบรักเสมอถ้าไม่โดนล้างออก รักเก่าเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งในการตัดสินความเก่าของพระองค์นั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราเจอรักเก่าบนพระก็ควรเก็บไว้ ไม่ควรล้างออกเพื่อการพิจารณาพระได้ง่ายขึ้น
วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
พระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหม ประวัติความเป็นมา พระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหม เป็นพระเครื่องเนื้อผงที่ได้รับความนิยมและนับถือศรัทธาอย่างสูง ลองจากพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม สร้างขึ้นในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2413 ลักษณะของพระ พระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น ดังนี้ เนื้อพระ: เนื้อพระมีสีขาวนวล เนื้อละเอียด แกร่ง ทนทาน พิมพ์ทรง: พิมพ์ทรงพระมีหลากหลายแบบ แต่ที่พบเห็นบ่อย ได้แก่ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์เจดีย์ ฯลฯ คราบกรุ: พระกรุเก่าจะมีคราบกรุสีขาวบางๆ บางองค์มีคราบน้ำปูนขาวติดอยู่ บ้างมีรอยนิ้วมือของผู้กดพิมพ์พระจะปรากฏอยู่ด้านหลังพระบางองค์ พุทธคุณ เชื่อกันว่าพระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหมมีพุทธคุณสูงเด่นในด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย มหาอำนาจ และโชคลาภ การแบ่งแยกกรุ พระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหมสามารถแบ่งแยกกรุออกได้เป็น 2 กรุ ดังนี้ กรุเก่า: เปิดกรุครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2425 กรุใหม่: เปิดกรุครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2500 ราคา ราคาของพระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พิมพ์ทรง เนื้อพระ คราบกรุ และสภาพพระ โดยพระกรุเก่าจะมีราคาสูงกว่าพระกรุใหม่ ความนิยม พระสมเด็จกรุวัดบางขุนพรหมเป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมและนับถือศรัทธาอย่างสูง เป็นพระเครื่องที่หายากและทรงคุณค่า เหมาะแก่การเก็บสะสมเพื่อบูชาหรือเป็นมรดกตกทอดสืบไป.
วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
พระพิมพ์ยืนปรกโพธิ์กรุเจดีเล็กบางขุนพรหม จากบันทึกหลวงปู่คำพอสรุปได้ว่าพระพิมพ์นี้สร้างมากกว่าสองวาระ ช่างต่อเรืออู่บางขุนพรหมนอกเป็นผู้แกะพิมพ์ถวาย ราวปี พ.ศ. ๒๓๖๐ ท่านทำแจกในงานสร้างกุฏิโยมบิดา และมารดา (เป็นศาลสร้างโดยก่ออิฐถือปูนลักษณะเป็นห้องสร้างไว้ที่วัดอินทรวิหารปัจจุบันศาลนี้ไม่อยู่แล้ว) ใครเอาทราย ปูนหิน และน้ำอ้อยที่ผสมปูนขาวฉาบฝาผนังห้องมาให้ ก็จะได้รับพระพิมพ์นี้หนึ่งองค์ แล้วทำอีกครั้งตอนฉลองกุฏิ หลวงปู่คำว่า "พระพิมพ์ยืนปรกโพธิ์นี้มีอานุภาพสูงป้องกันไฟได้ ดูแต่นายเงี๊ยบซึ่งถูกไฟเผาทั้งตัวแต่ไม่เผาถึงหนังเลย" นายเงี๊ยบเป็นคนจีนที่ท่านอุปการะไว้ให้อยู่ที่วัดอินทร แล้วให้พระพิมพ์นี้ติดตัว นายเงี๊ยบเอาผ้าเย็บเป็นถุงใส่พระคล้องคอไว้ วันหนึ่งเป็นคืนที่หนาวจัดนายเงี๊ยบได้ก่อไฟไว้ใกล้ๆกระท่อมแล้วก็ขึ้นนอน พอตอนดึกได้มีลมพัดอย่างแรงพัดเอาเศษไฟที่ก่อไว้เข้าไปในกระท่อมที่มีเศษไม้ที่นายเงี๊ยบผ่าเอาไว้สำหรับต้มน้ำให้ท่านโต เศษเปลวไฟได้ก่อให้เกิดไฟไหม้กระท่อมนายเงี๊ยบ ไฟลุกติอหลังคาจากแล้ว แต่นายเงี๊ยบยังนอนคลุมโปงอยู่ไม่รู้สึกตัว พระและเณรเห็นต่างก็มาช่วยกันดับไฟ เห็นนายเงี๊ยบเอามือปิดหน้ากระโดดออกมาไฟก็ยังติดเสื้อนายเงี๊ยบอยู่ พระที่เอาน้ำมาสาดกระท่อมเห็นนายเงี๊ยบไฟลุกทั้งตัวก็เอาน้ำสาดนายเงี๊ยบให้ไฟดับ ตอนเช้าวันนั้นท่านโตได้ให้เด็กวัดไปซื้อกางเกงจีนให้นายเงี๊ยบ ๓ ชุด พระที่เห็นนายเงี๊ยบโดนไฟไหม้วันนั้นอย่างน้อยก็ต้องไหม้ไปทั้งตัว นี่นายเงี๊ยบเพียงแต่ผิวหนังแดงเป็นผื่นเท่านั้นเอง ใคร ๆ ก็ไปขอพระพิมพ์นี้มาไว้ที่บ้านไว้บูชากันอันตราย หลวงปู่คำยังได้บันทึกไว้อีกว่า "ต่อมาพระพิมพ์นี้ท่านเจ้าคุณพรหมมาได้มายืมพิมพ์ไปพิมพ์พระที่วัดบางขุนพรหมใน และขอเนื้อผงไปสองบาตรเอาไปพิมพ์แล้วพระพิมพ์นี้ก็อยู่วัดบางขุนพรหมใน ท่านโตพิมพ์พระพิมพ์นี้ยังเป็นท่านโตเท่านั้น" เพราะฉะนั้นพระพิมพ์นี้มีทั้งบรรจุกรุ และไม่บรรจุกรุ ส่วนพระที่บรรจุไว้ในเจดีย์เล็กตั้งแต่เมื่อไรไม่ได้บันทึกไว้.
วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง พระองค์นี้ผ่านการล้างมาอย่างหนัก ทิ้งร่องรอยและเรื่องราว ไว้ในซอกบางจุดเท่านั้น พระองค์นี้เป็นพระเนื้อค่อนข้างละเอียด มีแร่และอัญมณีโพล่ให้เห็นเหนือผิวพระอยู่ทั่วไป อัญมณีและก้อนแร่ กรวดจะไม่มีสันเหลี่ยมคม เนื้อของพระนางพญานั้นมีอยู่ ๓ แบบคือ ๑.เนื้อค่อนข้างละเอียด ๒.เนื้อหยาบ และ๓. เนื้อแก่แร่คือจะปรากฏมวรสารเม็ดใหญ่ให้เห็นชัดเจน ส่วนมวลสารในพระนางพญานั้น จะมีโพลงเหล็กไหล (แร่ดอกมะขาม) พระธาตุสีขาวขุ่น พระธาตุสีชมพู ผงถ่านใบลาน ทรายเงินทรายทอง เหล็กน้ำพี้ และว่าน ๑๐๘ ส่วนสีก็มีหลายสีเช่น สีดอกพิกุลแห้ง สีอิฐมอญ สีเขียวหินครก สีดำ สีช๊อกโกแลต (สีน้ำตาลเข้ม) และสีแดงเข้มเป็นต้น ที่สำคัญเนื้อพระต้องมีความเหี่ยวและมีความฉ่ำในตัว.
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










































