วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565
พระปิดตาวังหน้า คันพบที่บริเวณพระราชวังบวร ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ ในการพบครั้งนั้น พบพระอยู่หลายพิมพ์ พระโคนสมอก็เป็นหนึ่งในนั้น พระปิดตาวังหน้า มีอายุการสร้างอยู่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ มีวรรณะดำ และวรรณะน้ำตาล มีทั้งแบบพิมพ์หน้าเดียว และสองหน้า (บางองค์กริ่งบบรจุไว้ภายใน) พระที่ลงให้ชมในวันนี้เป็นแบบสองหน้า รูปแบบเหมือนกัน เนื้อผง การลงรักเป็นแบบช่างหลวง หรือช่างสิบหมู่ คือจะลงรักดำก่อน เมื่อรักดำแห้งดีแล้วจะลงชาดทับ แล้วปิดทองเป็นขั้นตอนสุดท้าย พูดถึงช่างสิบหมู่ ไม่ได้หมายถึงมีนายช่าง ๑๐ ประเภทอย่างที่หลายท่านเข้าใจ มีแผนกช่างต่างๆมากกว่านั้น แยกได้ ๒ ประเภทหลัก คือ ๑.ประเภทช่างทำของใช้ ๒. ประเภทช่างทำของชม หมายถึงช่างประณีตศิลป และช่างวิจิตรศิลป มีโอกาสจะลงลายละเอียดอีกครั้ง.
วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565
วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565
วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565
พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ หลังแบบ ลงรัก เป็นรักจีนผสมรักไทย ปัจจุบัน รักได้หลุดร่อนไปตามกาลเวลา แต่ยังมีติดให้เห็นในบางส่วน พระฝังตะกรุดทองคำ ๓ ดอก ได้นำพระชุดนี้ไปตรวจค่าทองของตะกรุด ได้ค่าทองประมาณ ๖๐-๗๐ กว่าเปอร์เซ็น สำหรับเนื้อพระเป็นเนื้อแก่ว่าน มีความแห้งเหี่ยวดีมาก โดยส่วนตัวเข้าใจว่าพระชุดนี้น่าจะสร้างที่วังหน้า เช่นเดียวกับหลวงพ่อเงินวัดบางคลาน ที่มีบางส่วนสร้างให้ราชสำนัก อ้างอิงจากหนังสือ "พระสมเด็จวังหน้า และ หลวงพ่อเงินฯ พิมพ์ช่างหลวง" เขียนโดย "มัตตัญญู" แต่พระของหลวงพ่อแก้วยังไม่พบตำรา ที่ว่าสร้างให้ราชสำนักแต่อย่างใด แต่ดูจากแหล่งที่ได้มา และองค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น ได้นำพระชุดนี้ไปตรวจกับท่านอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ท่าน ก็มีความเห็นตรงกันทั้ง ๓ ท่านว่า เก่าถึงยุคจริง บางท่านว่าน่าจะเก่ากว่าพิมพ์นิยมเสียอีก จึงนำมาลงให้ชม ไว้เป็นข้อมูล เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจต่อไป แต่ไม่ใช่ข้อสรุปเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น พระปิดตาหลวงพ่อแก้วที่ฝังตะกรุดทองคำนี้ มีจำนวนตะกรุดตั้งแต่ ๑ ดอก ที่พบสูงสุดคือ ๒๒ ดอก ของบางสิ่งที่เราไม่เคยเห็น ไม่ได้หมายความว่า ของสิ่งนั้นจะไม่มีเสมอไป.
วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565
พระรอดพิมพ์ใหญ่ กรุวัดมหาวัน จังหวัดลำพูน สร้างในยุคสมัยพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์ของนครหริภุญชัย มีอายุการสร้างราว ๑,๓๐๐ ปี เป็นงานศิลปะทวาราวดี ถือเป็นพระขนาดเล็กที่มีความงดงาม มีลายละเอียดประณีตมาก แทบไม่น่าเชื่อว่าคนในยุคนั้น ที่มีเครื่องมือพื้นๆธรรมดาๆ จะแกะแม่พิมพ์พระได้งดงามขนาดนี้ พระรอดเป็นพระเนื้อดิน มี ๒ เนื้อคือเนื้อละเอียด และเนื้อละเอียดปนหยาบ มีหลายพิมพ์ และมีหลายสี ท่านอาจารย์ ตรียัมปวาย ได้บันทึกไว้ว่ามีทั้งหมด ๓๓ สี สำหรับพระที่ลงให้ชมในวันนี้อยู่ในกลุ่มสีขาว (บางท่านเรียกสีฟ้าตาฝรั่ง) เนื้อพระมีความเหี่ยวย่นยุบตัวดี มีลายเซี่ยนไม้ตามร่อง มีคราบสนิมแดงจับตามส่วนต่างๆ เนื้อแกร่งมากสมอายุ.
วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565
พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง กรุวัดพระนางพญา จังหวัดพิษณุโลก ตามประวัติพระนางพญานั้นสร้างไว้ ๒ ยุค (ไม่นับกรุนครไทย) ยุคที่ ๑ สร้างโดยพระวิสุทธิกษัตริย์ ยุคที่ ๒ สร้างโดย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระทั้งสองยุคนี้มีอายุใกล้เคียงกัน พระนางพญาเป็นพระเนื้อดินผสมว่าน เกสร และแร่ กรวด เป็นหลัก พุทธคุณทั้ง ๒ ยุคเหมือนกัน คือคงกระพันชาตรี โชคลาภ และมหานิยม ส่วนพิมพ์พระที่พบมี พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรง พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์เทวดา พิมพ์อกนูนใหญ่ และพิมพ์อกนูนเล็ก พระที่ลงให้ชมในวันนี้เป็นพระยุค ๒ สร้างสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พิมพ์ทรงจะสวยงามกว่ายุคแรก.
วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565
พระขุนแผนเคลือบพิมพ์อกเล็ก หรือพิมพ์แขนอ่อน กรุวัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธา พระกรุนี้มี ๓ พิมพ์คือ พิมพ์อกใหญ่ฐานสูง พิมพ์อกใหญ่ฐานเตีัย และพิมพ์อกเล็ก หรือพิมพ์แขนอ่อน พิมพ์อกเล็กนี้มีจำนวนน้อยกว่าพิมพ์อกใหญ่มาก จึงหายากกว่าและทำให้มีราคาสูงกว่า ตามทฤษฏี อุปสงค์และอุปทาน (Demand Suppy) จุดสังเกตน้ำเคลือบของพระกรุนี้ ที่พบเห็นจะเหลือบออกสีรุ้งแทบทั้งสิ้น เป็นจุดไว้พิจารณาพระแท้ได้ประการหนึ่ง.
วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565
พระท่ามะปราง หรือพระเงี้ยวทิ้งปืน เป็นพระที่พบหลายกรุ หลายจังหวัด แต่ที่พบครั้งแรกคือที่วัดท่ามะปราง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อมีการขุดพบพระพิมพ์เดียวกันนี้อีก ไม่ว่าที่ใดก็จะเรียกชื่อตามกรุแรก และต่อท้ายด้วยสถานที่ ที่พบใหม่เช่น พระท่ามะปราง สุโทัย พระท่ามะปราง กรุวัดเจดีย์สูง พระท่ามะปราง กรุเขาพนมเพลิง หรือพระท่ามะปราง จ.กำแพงเพชร เป็นต้น ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้พระยาพิชัย (ดิส) เกณฑ์ชาวเมืองพิษณุโลกไปปราบ"ฮ่อ" หรือ "เงี้ยว" จนได้รับชัยชนะกลับมา เรียกการศึกครั้งนั้นว่า "ปราบฮ่อ" ผู้ที่ไปร่วมทัพในครั้งนั้นจะได้รับแจกพระพิมพ์จากวัดท่ามะปราง จ.พิษณุโลก คนละองค์ไว้ติดตัว เพื่อสร้างขวัญ และกำลังใจ เล่าสืบต่อกันมาว่าศึกครั้งนั้นพวกฮ่อไม่สามารถทำอันตรายทหารไทยได้ จนเกิดความเกรงกลัวต้องทิ้งอาวุธ หนีกระเจิงกันหมด จึงเรียกขานกันว่า "เงี้ยวทิ้งปืน" ตั้งแต่บัดนั้น พระท่ามะปราง ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อชินเงิน และเนื้อดิน สำหรับพระที่ลงในวันนี้เป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง เข้าใจว่าเป็นของกรุเขาพนมเพลิง สุโขทัย.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




































.jpg)
















