วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พระท่ากระดาน พิมพ์ใหญ่กรุศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี

พระท่ากระดาน พิมพ์ใหญ่กรุศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ได้รับฉายา "ขุนศึกแห่งลุ่มแม่น้ำแม่กลอง" มีการขุดพบอยู่หลายครั้ง พระที่พบยุคแรกๆเรียกพระกรุเก่า พระที่พบภายหลังเรียกพระกรุใหม่ แต่ทั้งหมดเป็นพระที่สร้างยุคเดียวกันทั้งสิ้น ที่มีความแตกต่างอยู่บ้างก็คือ พระที่พบที่วัดท่ากระดานหรือวัดกลางจะลงรักปิดทองทุกองค์ เป็นพระที่สวยงามกว่ากรุอื่น เช่นพระที่ลงให้ชมในวันนี้เป็นของกรุวัดท่ากระดานหรือวัดกลาง แต่พุทธคุณก็จะเหมือนกันทุกกรุ ถ้าไม่ยึดติดจะใช้กรุใดก็เหมือนกันขลังสมฉายา "ขุนศึกแห่งลุ่มแม่น้ำแม่กลอง"




พระสังกัจจายน์เนื้อผงพุทธคุณ






วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่

พระสมเด็จองค์นี้เป็นพระยุคปลายเนื้อหยาบแก่น้ำว่าน หลังกดพิมพ์เสร็จได้ทาน้ำว่านทับอีกครั้งหนึ่ง ด้านหลังมีรอยนิ้วกดเพื่อให้เนื้อติดแม่พิมพ์ชัด ถึงแม้นพระองค์นี้จะไม่ใช่พิมพ์นิยม แต่เป็นพระที่น่าดูและดูง่ายองค์หนึ่ง





พระสมเด็จพิมพ์พิเศษ



คืนนี้ให้ชมพระสมเด็จพิมพ์พิเศษอีกองค์ เป็นพระขนาดเล็กแบบสมเด็จนางใน น่าจะเป็นทรงเล็บมือมากกว่าทรงกลีบบัวเพราะปลายเส้นโค้งมนไม่แหลม องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัย มีต้นไม้ใหญ่ซ้าย-ขวา เข้าใจว่าจะเป็นเรื่องพุทธประวัติ




วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จพิมพ์พิเศษ

พระสมเด็จพิมพ์พิเศษ ขนาดเขื่องกว่าพระสมเด็จทั่วไป ฝีมือช่างหลวงเนื้อกังใส บางท่านเรียกเนื้อปูนเพชรพระองค์นี้เคยลงรักมาก่อน ด้วยความแห้งของเนื้อทำให้เส้นซุ้มและลายบางส่วนหลุดหายไป พระองค์นี้มีส่วนผสมของดินจากเมืองอันฮุย ซึ่งเป็นดินสำหรับทำถ้วยชาม ในสมัยรัชกาลที่ 4 ท่านให้งดสั่งสินค้าถ้วยชามเครื่องปั้นดินเผาของจีนเข้าประเทศ เพื่อไม่ให้ขาดดุลการค้า และให้ทางวังหน้าทำชามเบญจรงค์ขึ้นมาใช้แทน โดยยังสั่งวัตถุดิบมาจากจีน เช่นดินและสีที่สำหรับใช้ทำถ้วยชาม เพราะฉะนั้นจะมีพระสมเด็จบางส่วนที่มีส่วนผสมของดิน และสีพวกนี้ พระวังหน้าถึงมีสีต่างๆจากการใช้สีที่นำมาทำชามเบญจรงค์ ผสมลงไปทำให้เกิดพระสีต่างๆมากมาย




วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พระกำแพงเปิดโลกเนื้อว่านหน้าทอง

 วันนี้นำพระชั้นสูงมาให้ชมอีกองค์ "พระกำแพงเปิดโลก เนื้อว่านหน้าทองคำ" จ.กำแพงเพชร พระองค์นี้มีอายุราว 600 ปี มีคุณค่าทั้งพุทธศิลป์และพุทธคุณ เมื่อครั้งก่อนได้เล่าเรื่องการสร้างไปบ้างแล้ว วันนี้ขอพูดเรื่องงานช่างหลวงที่บรรจงสร้างพระชุดค์นี้ ในสมัยก่อนยังปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การจัดแบ่งการปกครองตามระเบียบบริหารราชการในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งขึ้นเรียกว่า"กรม" ราชการส่วนหนึ่งมีชื่อว่า "กรมช่างสิบหมู่" เป็นส่วนราชการที่ฝ่ายบริหารบ้านเมืองประเภทต่างๆเข้ามารับราชการอยู่ในกรมนี้ บุคคลในสังกัดกรมนี้เรียกว่า "ช่าง" ความสามารถของช่างแบ่งออกเป็นหลักๆได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1. ประเภทช่างทำของใช้ คือช่างหัตกรรมและช่างหัตถศิลป 2.ประเภทช่างทำของชม คือช่างประณีตศิลปกับช่างวิจิตรศิลป งานช่างสิบหมู่ในกรมช่างสิบหมู่ในทำเนียบของข้าราชการประกอบด้วยงานช่าง 10 ประเภท หนึ่งในนั้นคืดช่างบุ การบุหมายถึง การทำโลหะให้แผ่ออกเป็นแผ่นบาง แล้วนำไปคลุมหุ้มปิดเข้ากับหุ่นแบบชนิดต่างๆ เพื่อประดับทำเป็นผิวภายนอก เช่น บุประกอบพระโกศ บุฝักพระแสง บุธารพระกร ในทางศาสนาใช้บุพระพุทธรูป ยอดเจดีย์ และอื่นๆ (ข้อมูลจากหนังสือ วังท่าพระ ศูนย์กลางของช่างสิปป์หมู่ 200 ปี มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพมหานคร) ช่างบุยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน นั่นหมายถึงพระที่บุทองคำนี้ พระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้างไว้ จึงถือได้ว่าเป็นพระชั้นสูงที่มีคุณค่าทั้งพุทธศิลป์และพุทธคุณ





พระสมเด็จพิมพ์พิเศษ

พระสมเด็จพิมพ์พิเศษ เป็นทรงกลีบบัวหลังเบี้ย (หลังนูน) มีขนาดใหญ่กว่าพระคะแนนเล็กน้อย มีองค์พระฐานสามชั้นในซุ้มครอบแก้ว ล้อมรอบด้วยลายกนก มีความประณีตงดงามฝีมือช่างหลวง พระองค์นี้จัดอยู่ในกลุ่มสมเด็จนางในเช่นกัน




วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์พิเศษ มีสี่ด้าน

พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์พิเศษ มีสี่ด้านเชื่อว่าหลายท่านไม่เคยเห็น เป็นพระไม่สวยงามแต่หาชมยาก เจ้าของเดิมเก็บไม่ดีเพราะไม่รู้จัก องค์พระเลยเปรอะสีมาส่วนหนึ่ง พระพิมพ์นี้ท่านทำในกรณีพิเศษ ที่พบเจอในหนังสือสมเด็จโตจะเป็นพระทรงเดียวกันแต่คนละพิมพ์ ในบันทึกหลวงปู่คำว่า "พระพิมพ์นี้พระราชปัญญาภรณ์ (โต) ได้ตั้งใจทำให้กับผู้ที่เอาเสามาถวายให้คนละต้น เพราะเสาศาลามี 19 ต้น จึงทำไว้ 19 องค์เท่านั้น พระพิมพ์นี้คนแกะพิมพ์ตั้งชื่อไว้ว่า "พระราชมหาลาภ" ใครมีไว้บูชาจะร่มเย็นเป็นสุขและมีลาภผลไหลมาเทมามิขาดสาย พระพิมพ์นี้ได้พิมพ์พระ 19 องค์ครบเสา 19 ต้นแล้วท่านโตได้เอาแม่พิมพ์นี้ให้ตาอ้นไปเผาไฟเป็นผงถ่านแล้วเอามาไว้ทำผงดำต่อไป เพราะฉะนั้นพระพิมพ์ "พระราชมหาลาภ" จึงมีเท่าที่พิมพ์ไว้ 19 องค์เท่านั้น ในบันทึกว่าบางคนเรียก "พระพิมพ์เสาศาลา" ที่คัดลอกมาไม่ใช่พระพิมพ์ที่ลงไว้ แต่มีรูปทรงเดียวกัน จึงเข้าใจว่าท่านคงทำในกรณีพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งไม่ได้บันทึกไว้ เลยนำมาให้ชมว่าพระลักษณะนี้ท่านก็ได้สร้างไว้เช่นกัน

เพิ่มคำอธิบายภาพ

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง

พระปิดตามหามงคลพิมพ์ตะพาบ ของหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูงองค์นี้มี สายสิญจน์พันมัดรอบองค์พระไม่แน่ใจว่าเขามีศัพย์เรียกพระลักษณะนี้หรือไม่ พระองค์นี้มีความสมบูรณ์มากเมื่อเจ้าของเดิมนำมาให้ดูคิดว่ารักใหม่ แต่พอส่องด้วยกล้องขยายถึงรู้ว่าเก่าจริงๆ เพราะรักมีความมันจริงแต่มีความแห้งในตัวและเหี่ยว บางส่วนก็หลุดกะเทาะออกไปบ้างรักก็เป็นรักจีน จึงขอเช่าบูชาเก็บไว้ เป็นพระที่สวยและสมบูรณ์มาก จะพูดถึงการลงรักของพระปิดตาหรือตะกรุดหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง จากที่ศึกษาและสังเกตมาพระของท่านและพระในยุคท่านหรือก่อนท่านจะใช้รักจีน แม้แต่พระบูชาพระรัตนะที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็ใช้รักจีน ช่วงหลวงปู่เอี่ยมสร้างพระน่าจะเป็นช่วงปลายของการใช้รักจีนแล้ว ในสมัยร.4ท่านให้หยุดสั่งสินค้าจีนบางอย่างรวมทั้งรักจีนด้วย รักที่ตกค้างอยู่ก็คงใช้หมดไปต้น ร.5 (เป็นความเห็นส่วนตัว ร.5 ขึ้นครองราช พ.ศ.2411 ปีนั้นหลวงปู่เอี่ยมอายุ 53ปี ) เพราะหลังหลวงปู่เอี่ยมก็เห็นมีแต่รักดำหรือรักสมุกที่ใช้กัน รักที่สั่งมาจากประเทศจีนเรียกกันว่ารักไอ้มุ่ยมากจากเมืองเอ้มึ้ง รักจีนเป็นรักผสมผงชาด(ชาดจอแสมาจากเมืองจอแส) จึงออกสีแดง เมื่อทาทับหลายๆครั้งจะออกสีดำ ไม่มีการจุ่มรักเพราะรักจะไม่แห้งหรือแห้งยาก เหมือนน้ำมันตังอิ๊วที่เคยเล่า เขาจะทาทับทีละชั้น ในเนื้อรักจะมีผงชาดที่ไม่ละลายตัวผสมอยู่ ผู้ชำนาญการดูพระปิดตาปู่เอี่ยมแนะว่าให้ดูจุดแดงในพระปู่เอี่ยมเป็นหลัก แต่เขาคงไม่ทราบว่าจุดแดงนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรแต่เป็นสิ่งที่เขาเจอเลยยึดถือเป็นหลักการดูไป สรุปว่าถ้าเราเข้าใจเรื่องของรักจีนรักไทย เข้าใจความเก่าของรัก เราก็จะดูพระยุคเก่าๆได้ไม่ยาก



วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

พระกำแพงเม็ดขนุน เนื้อว่านหน้าทอง

พระกำแพงเม็ดขนุนหรือพระปางลีลาเม็ดขนุนองค์นี้เป็นพระเนื้อว่านหน้าทอง เมืองกำแพงเพชรในครั้งแรกของการจัดชุดเบญจภาคี พระเนื้อดินกำแพงเม็ดขนุนเป็น 1 ใน 5 ของชุดแต่ด้วยพระมีรูปทรงยาวแนวตั้ง เวลาเข้าชุดจึงดูไม่ลงตัว เลยมาเปลี่ยนเป็นพระซุ้มกอซึ่งเป็นพระกรุเดียวกัน คือกรุทุ่งเศรษฐี เมืองกำแพงเพชรปรากฏขึ้นในบริบททางประวัติศาสตร์ก่อน พ.ศ.1900 ภายหลังได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธาในสมัยของพระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพระงั่ว) พระเครื่องเมืองกำแพงเพชร มีตำนานปรากฏชัดเจนเมื่อพบจารึกบนแผ่นลานเงินในกรุขณะรื้อพระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดพระบรมธาตุ เมืองนครชุม ขอคัดจารึกในแผ่นลานเงินมาให้อ่านบางส่วน "...ณ ตำบลเมืองพิษณุโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองพิชัย เมืองพิจิตร เมืองสุพรรณ ว่ามีฤๅษี 11 ตน ฤๅษีเป็นใหญ่ 3 ตน ฤๅษีพิลาลัยตนหนึ่ง ฤๅษีตาไฟตนหนึ่ง ฤๅษีตาวัวตนหนึ่ง เป็นประธานแก่ฤๅษีทั้งหลาย จึงปรึกษากันว่า เราทั้งนี้จะเอาอันใดให้แก่พระศรีธรรมโศกราช ฤๅษีทั้ง 3 จึงปรึกษาแก่ฤๅษีทั้งปวงว่า เราจะทำด้วยฤทธิ์ ทำด้วยเครื่องประดิษฐานเงินทองไว้ฉะนี้ ฉลองพระองค์จึงทำเป็นเมฆพัตร อุทุมพร เป็นมฤตย์พิศม์ อายุวัฒนะ พระฤๅษีประดิษฐานไว้ในถ้ำเหวใหญ่น้อย เป็นอนุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลาย สมณชีพราหมณาจารย์ไปถ้วน 5,000 พรรษา พระฤๅษีตนหนึ่งจึงว่าแก่ฤๅษีทั้งปวงว่า ท่านจงเอาว่านทั้งหลายอันมีฤทธิ์เอามาให้ได้ 1,000 เก็บเอาเกษรดอกไม้อันวิเศษที่มีกฤษณาเป็นอาทิให้ได้สัก 1,000 ครั้นเสร็จแล้วฤๅษีทั้งปวงจึงป่าวร้องเทวดาทั้งปวงให้มาช่วยบดยา ทำเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่ง ทำเป็นเมฆพัตรสถานหนึ่ง ฤๅษีทั้ง 3 ตนนั้น จึงบังคับฤๅษีทั้งปวงให้เอาว่านทำเป็นผงปั้นเป็นก้อน ถ้าผู้ใดได้ถวายพระพรแล้ว จึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด ให้ระลึกถึงพระฤๅษีที่ทำไว้นั้นเถิด..." พระว่านหน้าทองหรือดุนทองที่พบจะมี 3 แบบคือทอง นาค และเงิน ที่พบโดยส่วนใหญ่จะบรรจุไว้ตามวัดหลวงเช่นกรุวัดบรมธาตุ และที่พบมากที่สุดคือกรุวัดพระแก้ว จังหวัดกำแพงเพชร ปัจจุบันจัดเป็นพระที่หาชมยาก